| Ganseki's profile:: GanZ*Space :: Once in...PhotosBlogLists | Help |
|
|
June 24 Back from UKI'm back!
ไปทำงานที่อังกฤษมาตั้งแต่วันที่ 15-20 มิ.ย.49 ฟังดูไฮโซเนอะ แต่จริงๆก็คือไปจัดการแข่งขันขี่ม้าโปโล รายการจักกราวาตี้ คัพ ที่ริชมอนด์ โดยไปในฐานะของ staff สมาคมขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย งานนี้เจ้าชายวิลเลี่ยมแห่งราชวงศ์อังกฤษก็มาร่วมแข่งกับทีมไทยด้วย ถ้าใครที่ติดตามข่าวกีฬาก็คงจะเห็นภาพกันไปบ้างแล้วล่ะนะ
ไปครั้งนี้เราได้อะไรเยอะมาก แต่ที่จะมาเขียนที่นี่ไม่ใช่ดีเทลเรื่องพวกนั้นหรอก เพราะแม้แต่ตอนนี้เราก็ยังเป็นพวก blog phobia อยู่เล็กน้อย และที่ entry วันนี้เขียนชื่อเฉพาะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน หรือชื่อคนเป็นภาษาไทยทั้งหมด (ทั้งๆที่เขียนภาษาอังกฤษน่าจะง่ายและถูกต้องมากกว่า) ก็เพราะเหตุนี้ด้วยเหมือนกัน รอบๆตัวเรามันยิ่งมี tracker เยอะเสียด้วย ต้องรอไปก่อนถึงจะเขียนแบบตามใจฉันได้..
เอาล่ะ เข้าเรื่องส่วนตัว
ช่วงที่ก่อนที่จะไปอังกฤษเล็กน้อยเป้นช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบรอบ 60 ปัของการครองราช นับเป็นพระมหากษัตรืย์ที่ครองราชยาวนานที่สุดในโลก เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมาพวกเราชาวไทยทั้งประเทศก็พร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลืองกันหมด วันนั้นเราขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงาน MRT ก็มีแต่สีเหลือง ใน BTS ก็เหลือง บนรถเมล์ก็เหลือง ขนาดไปกินข้าวที่ MBK ยังเหลืองกันหมดทั้ง food hall นักท่องเที่ยวเดินเข้ามากินข้าวถึงกับตกใจ (มีการควักกล้องวีดีโอออกมายืนหมุนถ่ายรอบตัว) โอ้.. อะไรจะเหลืองกันได้ขนาดนี้!? ประทับใจนะนั่น 55 แล้วยิ่งพอทีวีถ่ายทอดภาพคนที่ไปรอรับเสด็จ ก็ได้เห็นลานหน้าพระบรมรูปทรงม้าเป็นสีเหลืองไปหมดเลย ทั้งตื่นเต้นแล้วก็ตื้นตันด้วย น้ำตาจะไหล หลังจากนั้นได้คุยกับเพื่อนๆก็ได้รู้ว่าคนอื่นก็รู้สึกแบบเดียวกันนะ
แล้วพอช่วงที่เราไปอังกฤษ ปรากฎว่าเป็นช่วงที่เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 พอดี (วันที่ 18 มิ.ย.) ที่นั่นเขาก็มีงานฉลองเหมือนกัน แต่เป็นฉลองภายใน รู้สึกก่อนหน้าที่เราไปจะมีวันหยุดยาวหมดไปแล้ว ก็เลยไม่รู้ว่าการฉลองของที่นี่เขาเป็นยังไง ที่รู้ก็คือมีการทำถนน และช่องทางเดินรถใหม่เต็มเลย Underground มีปัญหาหนักเพราะมีการปรับปรุงรถไฟใต้ดินหลายสาย District Line ไม่ทำงาน Central Line ช่วง West bound ใช้ไม่ได้ ต้องไปพึ่ง Piccadilly Line แทน ทีนี้พอจะไปบ้านลุงก้อยที่อยู่ Richmond เลยมึนไปเลย กลายเป็นทริ้ปที่ขึ้น taxi กับรถเมล์บ่อยที่สุดในชีวิตตั้งแต่เคยไปอังกฤษมา = =' ขากลับสายตาดันไปเห็นป้ายที่ติดไว้ในใต้ดินว่า underground จะปรับปรุงบันไดเลื่อน เอิ่ม... แปลว่าต้องปิดบันไดเลื่อนชั่วคราวใช่ไหม..?
บันไดทางขึ้นสูงเท่าตึกสองชั้นที่ Westminster เนี่ยอ่ะนะ...
*ซีด*
โชคดีจังที่เรากลับมาไทยก่อน ^ ^'
แปะรูปเสียเล็กน้อย เป็นที่ระลึก นานๆทีจะได้ถ่ายคู่กับสถานที่ท่องเที่ยวแบบนี้
![]() เมื่อลง entry ต่อไปคงเริ่มเข้าสุ่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเราแล้วล่ะนะ
See ya next ...
April 17 Back from Tokyo*กลับมาแล้ว.
มาถึงบ้านก็เป็นวันสงกรานต์พอดีเลย พ่อตุ๊ กับ มะฝุดไปรับที่สนามบินเพราะพ่อบินไปจีนแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ส่วนแม่ก็ยังอาการไม่ค่อยดีนัก
ไปญี่ปุ่นครั้งนี้ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไง เหมือนอะไรๆมันจะรีบๆรวบๆไม่หมดเลยแฮะ ทั้งๆที่เก็บเงินรอมาตั้งแต่ปีก่อนแท้ๆ ก็ไม่ใช่ว่าผิดหวังหรอกนะ แต่รู้สึกไม่เต็มอิ่มมากกว่าล่ะมั้ง
อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นต้องเท้าความก่อนว่า ที่ไปครั้งนี้ได้ก็เพราะลูกสาว ถ้าบัวไม่ชวนให้ไปก็คงไม่รู้หรอกว่าจะมีโอกาสได้ไปด้วย ที่จริงอยากไปกับบัว คงจะสนุกที่สุด แต่บัวติดเรียนซัมเมอร์ เลยกลายเป็นว่าเราไปแทนซะงั้น..
ก็อย่างว่า ที่รู้สึกว่าอะไรกับรีบๆไปหมด ก็เพราะแม้แต่วันสุดท้ายที่จะต้องไปแอร์พอร์ตขึ้นเครื่องเราก็ยังทำงานอยู่เลยน่ะสิ ช่วงอาทิตย์ก่อนหน้านั้นก็ทำงานนอกสถานที่ตลอด ได้จัดกระเป๋าแบบวันละนิดละหน่อย มั่วซั่วมากเพราะไม่รู้สภาพอากาศที่ญี่ปุ่นว่าจะเป็นยังไง ผลคือยัดเสื้อหนาวใส่กระเป๋าไปพอสมควร ชั่งได้ประมาณ 14 กิโลได้ หนักน่าดูชม (แข่งกันหนักกับน้องฟอย แต่โดนน้องฟอยเฉือนไป 1 โล ด้วยน้ำหนัก 15 โลนิดๆ เหอะๆ) วันก่อนไปเราก็ไปนอกเป็นเพื่อนแม่ที่โรงพยาบาลเพราะแม่เป็นไข้เลือดออก ยังมึนกับตัวเองอยู่ว่านี่เราเป็นลูกอกตัญญูหรือเปล่าที่ไปญี่ปุ่นเนี่ย แปะมือให้คุณยายกับพ่อเฝ้าต่อเฉยเลย.. Y__Y
7.4.06
นัดเจอกับคณะเดินทางของโรงเรียน Mainichi ที่ Terminal2 Counter10 ตอน 2 ทุ่มโดยประมาณ เดินทางโดยสายการบินสิงคโปร์ เที่ยวบิน SQ 996 พ่อเป็นคนไปส่ง ไปถึงก็เจอกับครอบครัวของคนอื่นๆที่ไปด้วยกันมาส่งลูกหลานของเขาด้วย เจอบ้านน้องส์ทั้งบ้านเลย คุณศศิยังน่ารักเหมือนเดิม จำเราได้ด้วย (จะเปิดแฟนคลับเมื่อไหร่ก็บอกนะคะ) แล้วก็หลานตี๋น้อย ที่พยายามจะมุดตัวเข้าไปอยู่ในกระเป๋าเราให้ได้ จากนั้นก็เจอพี่รัน(รันทาโร่) กับพี่ตุ๊ก ครบทีมแล้วก็ได้เวลาบ๊ายบายกับพ่อแล้วก็เข้าไปข้างใน
เวลาที่เครื่องจะออกตามกำหนดการคือ 5 ทุ่มครึ่ง แต่มีประกาศว่าสภาพอากาศไม่ดี เลยดีเลย์ไป 1 ชั่วโมง ต้องเปลี่ยนเกท แล้วก็ไปรับแซนด์วิชมานั่งกินรองท้อง หลังจากนั้นอีกไม่นานก็ได้ขึ้นเครื่อง เป็นเวลาประมาณเที่ยงคืนกว่าแล้ว ง่วงก็ง่วง แต่เหมือนเขาไม่อยากให้เรานอนเพราะมีหนังน่าดูบนเครื่องมาหลอกล่อ เยอะจนเลือกไม่ถูก (เป็น VDO ส่วนตัวไม่ปนกับใคร) สุดท้ายเลยเลือก Memoirs of a Geisha เพราะเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้ดูและคิดว่าคงไม่ซื้อแผ่นมาดูแน่ๆ แต่ปรากฏว่ากว่าเราจะเปิดเจอเรื่องนี้มันก็ผ่านมาค่อนเรื่องแล้ว เลยดูไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ หันไปดูข้างๆว่ามีอะไรน่าดูกว่านี้ไหม ปรากฎว่าจอข้างๆเป็นเกมส์ Super Mario อืม.. น่าสนุกกว่าเยอะเลย แต่ไม่เอาล่ะ ทนดูต่อไปให้จบทั้งเรื่องดีกว่า
เช้าวันใหม่ เรายังอยู่บนเครื่อง และ ยังไม่ได้นอน! อาหารเช้ามาเสิร์ฟโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว พอกินเสร็จกัปตันก็เปิดสัญญาณให้เข็มขัดแล้วนำเครื่องลงแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวอีกเช่นกัน อยากไปเข้าห้องน้ำ (6 ชม. ไม่ได้เข้าเลย) แต่เขาไม่ให้เข้าแล้ว เออ..ไปเข้าข้างล่างก็ได้
ตอนใกล้จะลงได้คุยกับคุณลุงที่นั่งติดหน้าต่างเป็นครั้งแรก ได้รู้มาว่าเขาเป็นคนญี่ปุ่นที่ทำงานอยู่ในไทย และนี่กำลังจะกลับไปเยี่ยมบ้านในช่วงที่หยุดสงกรานต์ เราก็เลยถามเขาถึงเรื่องการจองตั๋วละครไปด้วย เพราะที่มานี่เป้าหมายหนึ่งเดียวคือไปดู AZUMI~Return~ แต่เรายังไม่รู้เลยว่าต้องจองตั๋วอะไรยังไง มีแค่ข้อมูลที่ปริ๊นท์มาจากเน็ทเท่านั้นเอง คุณลุงก็ใจดี ช่วยบอกให้ด้วยว่าโรงละครนี้ตั้งอยู่สถานีไหน เขาบอกว่าให้โทรไปจองตั๋วก่อนแล้วค่อยไปรับตั๋วที่โรงละคร อ้อ อย่างนี้นี่เอง ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ
...ต่อไปก็คือต้องหาคนโทรให้แล้วล่ะ เพราะเราพูดญี่ปุ่นเป็นซะที่ไหนล่ะ - -‘’
8.4.06
ถึงญี่ปุ่นแล้ว นั่งแอร์พอร์ตบัสจากนาริตะ (จ.จิบะ) เข้ามาโตเกียว มายืนรอพบพี่เกิร์ลที่สถานีชินจูกุประมาณ ครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ตอนนั้นมีฝนโปรยด้วย หลายคนเลยไปหาซื้อร่มน่ารักๆมาใช้กันตั้งแต่วันแรก พี่เกิร์ลมาพร้อมกับโทโมมิซัง แล้วก็พานั่งแท็กซี่ไปที่พัก ที่ National Olympic Memorial Center (ถ้าไม่ใช่ก็ใกล้เคียงล่ะ) ใกล้กับ Yoyogi park เราพักห้อง 627 อยู่เกือบสุดทางเดินของชั้น 6 ตรงข้ามห้องเป็นน้องส์กับน้องฟอย ส่วนคนอื่นอยู่ชั้น 8 ห้องพักทีนี่สะอาดสะอ้าน เล็กน่ารักดี สำหรับนอนคนเดียว มีห้องน้ำในตัว ทีวี ตู้เย็น(ที่ไม่เย็นเท่าไหร่) แล้วก็กาต้มน้ำให้ เราว่าอยู่สบายดี ไม่น่ากลัว มองออกไปนอกหน้าต่างจะเห็นลานตรงกลางของแคมปัสพอดี และเพราะเป็นช่วงฤดูใบไม่ผลิต้นซากุระที่นี่ก็เลยออกดอกด้วย ไม่ต้องไปดูที่อื่นเลยก็ได้นะเนี่ย
ตกเย็นไปชิบุย่า พี่ๆให้เวลาเดินช้อปปิ้งจนถึงสองทุ่ม จิ๊บ เอม น้องปุ๋ย น้องปอยไปเดินดูพวกเสื้อผ้า เรา น้องส์ น้องฟอยแยกไปดูตามซอยเล็กๆที่ขายของแปลกๆ ได้ร้องเท้าหนีน้ำมาคู่นึง พื้นหนาเหมาะกับความสูง(น้อย)ของเรามาก ได้ใจเลย 55
Note – โทโมมิซังช่วยโทรไปจองตั๋ว Azumi ให้ บอกว่าให้ไปจ่ายที่โรงละครโดยเอา reservation number ไปบอกเจ้าหน้าที่ก็พอ รับตั๋วก่อนเวลาเล่นจริงครึ่งชม.
9.4.06
วันนี้ไป NHK สนุกมากแต่มีเคือง!
ที่ NHK มีอะไรน่าสนใจเยอะเลย เขาอนุญาตให้คนที่เข้าไปเยี่ยมชมได้ลองพากย์เสียงละคร ลองเป็นผู้ประกาศข่าว เข้าไปเดินดูฉากจำลองในละคร ฯลฯ ได้ด้วย ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเข้าแต่ก็คุ้มมากที่ได้มาดู (งานนี้ขอบคุณพี่เกิร์ลมากนะคะ)
ส่วนที่มีเคืองก็เพราะตอนเย็นเราไปซื้อกล้องถ่ายรูปที่ Sakuraya ในชิบุย่า พนักงานร้านเขาเอาเมมโมรี่การ์ดเราไปลองถ่าย แล้วตอนจะลบดันกด Delete All น่ะสิ รูปที่เราถ่ายมาตั้งแต่แรกก่อนมาไทย ตั้งแต่ถ่ายแม่ที่โรงพยาบาล จนถึงรูป NHK เมื่อเช้า หายเกลี้ยง!! อยากร้องไห้ว่ะ แต่ไม่ทำ ที่ทำคือยืนกดดันพนักงานคนนั้นโดยไม่โวยวายอะไรทั้งสิ้น เขาบอกว่าสามารถส่งเมมการ์ดไปเข้าศูนย์เพื่อกู้คืนแล้วส่งตามไปให้ที่ไทยได้ ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ขอบใจนะ แต่ไม่เอา สุดท้ายเราเลยได้ memory card ไฮสปีด 512 MB ของพานาโซนิก (ราคาประมาณ 5 พันกว่าเยน) เพิ่มมาอีกหนึ่งอันจากที่มันแถมอยู่ในชุดอยู่แล้ว 1 อันเป็นสองอัน บวกบัตรสมาชิกร้าน ที่มีแต้มสะสมสามารถเอาไปแลกซื้อของในร้านได้ฟรีอีก 5 พันกว่าเยน มาเป็นค่าชดใช้ ...คุ้มไหมนี่?
Note: ช่วงบ่ายไป Harajuku ด้วย เห็นอะไรก็พาลนึกถึงบัวตลอดเลย คิดว่าถ้าบัวมาด้วยคงจะหมดตัวตั้งแต่วันที่สองนี่แหล่ะนะ แล้วก็ไปช้อปจูเนียร์ ตกลงว่าได้เห็นช้อปจูเนียร์แล้ว ลึกลับเหลือเกิน มิน่าเราถึงไม่เคยเห็น แต่ช้อปเห่ยจริงๆ ขอบ่นหน่อยได้ไหม เราว่าเขาไม่ให้ความสำคัญกับเด็กๆในค่ายน่ะ เพราะของในช้อปมันมีน้อยมากและไม่ค่อยอัพเดทเลย ช้อปปาปาข้างนอกยังมีอะไรเยอะกว่าอีก รูปโทมะในจูเนียร์ช้อปยังเป็นสมัยหัวส้มที่ถ่ายเมคังปีก่อนอยู่เลย รูปคันจานี่ นอกจากเซ็ท Magical Summer แล้วไม่มี พัดมีแค่ซูบารุกับโยโก โปสเตอร์มีแค่ฮินะ เฮ่ย! นี่มันคงไม่ใช่คันจานี่ตีตลาดคันโตจนของหมดหรอก เราว่ามันไม่อัพเดทของเลยมากกว่าน่ะ เราไปดูตรงTxT ว่าจะหาอะไรได้บ้าง ไม่มีเลย มันมีของอยู่แค่ 2-3 อย่าง และเป็นแบบที่ไม่ต่างกับที่เห็นในไทย แม้แต่รูปชอปก็เป็นเซ็ทเนิ่นนานมา อันที่ดูดีที่สุดคือปลอกหมอนที่สวยมาก แต่มันแพงเกิน ก็เลย...บ๋ายบายคับ.... เราว่าของที่สวยที่สุดในร้านตอนนี้ คือของหน้าคอน 3104 ของโอจัง กับของคอนซึโยชิน่ะ แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไร ที่ซื้อมาก็มีอัลบั้มรูปสามท้อปส์ อันนึง (รู้สึกอย่างกับเป็นของหายาก) กับรูปเซ็ทเมจิคัล ซัมเมอร์ที่มันมีอยู่นั่นแหล่ะ
10.4.06
เช้าไปชินจูกุ ทีมเขาจะไป sakuraya ไปดูพวก ipod, psp เราเลยเอาบัตรที่ได้มาเมื่อวานไปซื้อ เอ่อ..เรียกว่าแลกจะดีกว่า ไปแลกกระเป๋าใส่กล้อง กับสายห้อยคอมาเพราะมันไม่แถมในชุด กระเป๋าสีแดงแปร๊ดเลย เห็นได้ในระยะ 100 เมตร สะใจดี
สายๆ ไป Ikebukuro แล้วประมาณบ่าย 4 โมงเย็นไปต่อที่โตเกียวโดม ไปเล่นบ้านผี 13 ประตู สนุกดี บางส่วนมันคล้ายที่ Ribley’s ที่พัทยาเด๊ะๆ เลยเดาไต๋ได้ หลบทัน สรุปว่าริปลีย์สนุกกว่านะ แต่ที่นี่ผีขยันโผล่มากกว่า กิจกรรมที่อิเคะกับโตเกียวโดม หลักๆเหมือนกันเด๊ะคือ ไม่ได้ทำอะไรนอกจากถ่ายสติ๊กเกอร์ กับซื้อของฝากให้บัวกับซื้อ CD ที่น้ากับน้องที่ทำงานฝากซื้อ แค่นั้นเลย รู้สึกว่าทริ้ปนี้จะเป็นทริ้ปตะลุยโตเกียว แบบไม่มี sight-seeing นะ
11.4.06
ไปดิสนีย์แลนด์ทั้งวัน และฝนตกทั้งวันเลยจริงๆ เราเคยมาที่นี่เมื่อ 10 ปีก่อน ตอนที่ดิสนีย์แลนด์ฉลองครบ 5 ปี แต่วันนี้ปราสาทดีสนีย์กลายเป็นสีเทาเลย ไม่ได้เล่นอะไรมาก ได้เข้าถ้ำโจรสลัด space shuttle ถ้วยหมุน แล้วก็เข้าช้อป แค่นี้ แล้วก็กลับบ้าน
Note:- โทโมมิซังช่วยโทรไปเปลี่ยนตั๋วจากวันนี้เป็นพรุ่งนี้ให้ เพราะเดิมต้องดูวันนี้ แต่เพราะจะต้องไปดิสนีย์แลนด์ เลยต้องเลื่อนวันดู Azumi ออกไปแทน คืนนี้ต้องเริ่มจัดของแล้ว
12.4.06
วันสุดท้ายของการมาเที่ยวแล้ว ตอนเช้าไปคาราโอเกะกันในชิบุย่า แล้วกลับมาที่หอเพื่อขึ้นรถไปอาซาคุสะ ได้ของฝากให้พี่ที่ทำงาน แล้วจากนั้นก็ไปอุเอโนะต่อ เวลาเรามีไม่มากเพราะจะต้องไปเอาตั๋วละครที่ Hamacho ตอน 6 โมง แล้ว เลยไม่ได้ไปขึ้นเนินดูซากุระ แต่ก็ได้เข้าร้านของเล่นแถวนั้นซื้อโมเดลกับที่ห้อยมือถือฝากน้องชายสองคน เป็นชมรมภาพยนต์ กับชมรมดนตรี (เขามีแผงขายที่ห้อยมือถือเป็นทุกชมรมเลย) จากนั้นก็คลำทางกับน้องส์ไปฮามะโจะ ถามคนไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มาถึงหน้าโรงละคร Meijiza ทันเวลาเอาตั๋วพอดี ตอนนั้นเงินมีไม่พอแล้วจริงๆ ก็เลยรูดการ์ดไป แล้วก็ไปกินข้าวรอเวลาละครเริ่ม คนมาดูเยอะทีเดียว ทั้งที่ตอนที่จองตั๋วเราเห็นที่ว่างอยู่หลาย แต่พอใกล้ๆก็ดูเหมือนจะเต็มซะงั้น (แต่ก็มีพวกแคนเซิ่ลตั๋ว เบี้ยวไม่มาเหมือนกันนะ)
ละครสนุกดี เราว่ามันต่างจากที่คิดเพราะนึกว่าละครซามูไรต้องเครียด ปรากฎว่าฮากระจาย เรากับน้องส์นั่งกันคนละแถว สองข้างเราเลยเป็นคนญี่ปุ่นทั้งหมด ผู้หญิงที่นั่งข้างๆเราหัวเราะจนน้ำตาไหล ทั้งที่ไม่ใช่ละครตลกแต่ว่ามีมุขแทรกเยอะมาก นักแสดงก็เล่นกันเต็มที่ทุกคนเลย ตะโกนกันปอดจะฉีกไหมนั่น ฉากมีน้อยมากถึงมากที่สุดนะ ตัวแสดงก็ไม่มาก ที่เด่นที่สุดคิดว่าเป็นแสง สี เสียง ซีนฟันดาบนี่ได้อารมณ์มากเลย นักแสดงต้องซ้อมกันกระอักเลือดแน่ๆนะคิดว่า มันแบบว่า..คิวเป๊ะมากๆ เท่มากๆเลยน่ะ
เปิดตัวมาเป็นนางเอก Kuroki Meisa จัง ที่เป็นอาซึมิสวยมาก แล้วก็เท่มากด้วย เนื้อเรื่องคล้าย AZUMI II Death or Love ที่ Ueto Aya เล่น แต่ไม่เหมือนซะทีเดียว ในละครเวทีให้ความสำคัญกับเรื่องอารมณ์ความรักของนางเอกมากกว่า แล้ว ตัวร้ายก็ไม่ยุบยับเหมือนในหนัง แต่ให้เป็นหัวหน้าตัวร้ายคนเดียวทำทุกอย่างไปเลย คนที่เป็นตัวร้ายเป็นผู้หญิงที่เก่งมาก ร้ายมาก และเท่โคดๆ เสียงดีมากด้วย เพราะในละครเวทีนี้น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจะสามารถสื่ออารมณ์ในขณะนั้นออกมา และก็มีท่อนที่ต้องร้องเป็นเพลงเป็นบางช่วง ซึ่งเราว่ายอดมากเลย ฮาเสะจุนในเรื่องเป็นคุณชาย เอาแต่ใจ แต่น่ารักมาก ยอมทำทุกอย่างให้นางเอกรับรักแบบอินโนเซนต์ จนนางเอกโกรธไม่ลง ไม่อยาก spoil ตอนจบในที่นี้ แต่หนูฮาเสะน่ารักมากจริงๆ
ส่วน Toma คุง เปิดมาก็ร่อนมาเลย ติดสลิงบินออกมาในที่นั่งคนดู ตกใจหมด กระรอกบิน! แล้วก็ไปยืนเด่นเป็นสง่าอยู่บนเวที Kakkoiiiiiiiiiiiiiii~~~!! เขาไม่ได้แต่งตัวแบบตอนงานแถลงข่าวที่เป็นเสื้อปกใหญ่ๆ หัวตั้งๆเหมือนสคอลในไฟนอลแฟนตาซีแล้ว แต่ว่าสวมวิกผมยาวสีน้ำตาลอ่อน แล้วถักเปียครึ่งหัวรวบไปข้างหลัง อารมณ์ประมาณพระเอกหนังจีนกำลังภายใน แต่มันหล่อน่ะ โทมะคือโทมะน่ะแหล่ะ เราไม่สามารถบอกให้คนที่ไม่ได้ชอบโทมะรับรู้ความรู้สึกเดียวกับเราได้ แต่สำหรับเราการที่ได้เห็นโทมะตัวจริงเป็นครั้งแรกยืนอยู่บนเวทีตรงหน้ามันเป็นอะไรที่สุดยอดมากจนอยากร้องไห้ มันเหมือนกับว่าเป้าหมายหลายๆอย่างของเรามาสำเร็จเอา ณ วินาทีเดียว ทั้งเป้าหมายที่อยากจะดูละครเวทีที่ญี่ปุ่นสักครั้ง (เรื่องอะไรก็ได้) เป้าหมายที่อยากจะเห็นโทมะตัวจริงสักครั้ง เป้าหมายที่อยากจะให้ทริ้ปนี้มีความหมายอย่างที่ตั้งใจ แล้วก็การที่ได้เห็นโทมะกำลังแสดงแล้วมีคนปรบมือให้น่ะ มันเป็นอะไรที่ไม่สามารถจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ แม้แต่ในตอนนี้ก็เหมือนกัน ตอนที่ละครจบลงมีคนที่ยืน standing ovation ให้ด้วย เราก็เลยลุกขึ้นยืนบ้าง จากนั้นก็มีคนลุกขึ้นยืนตามเพิ่มมาอีกเรื่อยๆ ตอนนั้นต้องกลั้นน้ำตาว่ะ ถ้าปล่อยไว้มันจะไหลออกมาจริงๆ แต่เราก็เขินคนรอบๆเลยกลืนมันเข้าไป แต่สุดท้ายรู้สึกลำบากเกินแล้ว เลยปล่อยมันละกัน ก็แค่คลออยู่ในเบ้าตานั่นแหล่ะ ไม่ได้ไหลออกมาหรอก แต่อยากเล่าว่าตอนที่แนะนำตัวละครในตอนจบนั้นทำได้ดีมาก เขาให้อาซึมิเป็นตัวยืน แนะนำทุกคน โดยใครออกมาก็จะมาปะทะดาบกับอาซึมิทีละคน แล้วประกาศชื่อตัวแสดงกับชื่อคนเล่นจริงๆ โทมะออกมาคนรองสุดท้าย แล้วปิดด้วยเมอิสะจัง เป็น finale แบบที่สมกับเนื้อเรื่องดีจังเลยนะ
พรุ่งนี้ก็จะต้องเดินทางกลับกรุงเทพแล้ว เครื่องออก 9 โมง ต้องออกจากหอพักตั้งแต่ 6 โมงเช้า แต่ ณ ตอนนี้ที่ละครเพิ่งจบ เป็นเวลา 10.25 pm ของวันที่ 12
เรากับน้องออกมายืนรอด้านนอกโรงละคร มีสองสาวพี่น้องชาวสิงคโปร์ที่เพิ่งเป็นเพื่อนกันเมื่อกี้ยืนรออยู่ด้วย เธอเป็นแฟนโทมะ อิคุตะเหมือนกัน และได้ดูละครเวทีของโทมะมาถึง 4 เรื่องแล้ว ตั้งแต่ Susanooh, Shock is real Shock, Mama loves Mambo และล่าสุด Azumi
พวกเรายืนคุยกันไปเรื่อยๆ เป็นชั่วโมงเห็นจะได้ เห็นนักแสดงตัวประกอบหลายคนเดินกลับบ้านผ่านหน้าไปเรื่อยๆ ทุกคนใส่ชุดสีดำล้วน ไม่รู้ว่าเป็นธรรมเนียมหรือเปล่า แล้วก็จะมาหยุดยืนไหว้ศาลเจ้าเล็กๆ ที่อยู่หน้าโรงละครนั่น ก่อนจะแยกย้ายไปตามทางของแต่ละคน รถสปอร์ตสีดำอย่างหรูขับผ่านหน้าไปติดอยู่ที่ไฟแดง เพื่อนชาวสิงคโปร์บอกว่ามันเป็นรถของคุณอากาซากะ อากิระ ต่อมาเราเห็นรถเก๋งอีกคันคนขับเป็นหนุ่มหล่อตัวสูง แล้วก็มีสาวน้อยผมยาวตรงนั่งข้างๆ เราเพ่งอยู่พักนึง คิดว่าต้องใช่เมอิสะจังแน่ๆ ก็เลยถามสาวสิงคโปร์ เขาบอกว่าไม่แน่ใจ เขามองไม่เห็น แต่เห็นว่าปกติเมอิสะจังจะมีสต๊าฟคอยกันทางให้เดิน แล้วก็พาไปส่งผู้จัดการอีกทีนึง เลยเดาว่าผู้ชายคนนั้นอาจจะเป็นผู้จัดการก็ได้ สักพักก็มีนักแสดงประกอบผู้หญิงสามคนเดินมาไหว้ศาลเจ้าอีก คราวนี้เรามั่นใจว่าเขาเป็นนักแสดงแน่ๆ ก็เลยบอกว่า “Nice Play! Sugoii ne!!” พูดภาษามั่วมาก แต่พวกเธอก็ยิ้มแล้วโค้งน้อยๆให้ แล้วก็เดินจากไป นี่นักแสดงออกมาจะครบทั้งเรื่องแล้วนะ เมื่อไหร่คนที่รอจะมาสักที
....หรือว่า โทมะจะกลับทางอื่นไปแล้ว?
อีก 20 นาทีจะเที่ยงคืน....
...
...และแล้ว...เราก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเลี้ยวมาจากหัวมุมถนน เขาใส่แจ๊กเก็ตดำ เสื้อดำ กางเกงดำทั้งชุด สวมแว่นตาสีดำกรอบหนา เดินดุ่ยๆมาแบบเซอร์สุดสุดๆ
‘นักแสดงละมั้ง’ ความคิดเข้าหัวแบบนี้จากที่เห็นในระยะไกล เขาผอมแล้วก็สูงด้วย แต่ถ้าเดินแบบนั้น กับผมแบบนั้น ให้ตายเหอะ!
ใช่หรือเปล่านะ? 50% -50 % มีของอยากจะให้เขาแต่ไม่รู้จะเรียกยังไง ไม่รู้จะทำยังไงด้วย กลัวทักผิดคนด้วย(เดี๋ยวเขาหันมาด่าล่ะซวยเลย) แต่พออยู่ในระยะ 50 เมตร จน 20 สิบเมตร จน....
เฮ้ย ไม่ชัวร์ก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว!!
“อิคุตะซัง!”
(ทักได้สุภาพมากเลยให้ตาย...)
...
คืนนั้น ถึงหอเที่ยงคืนกว่า และไม่ได้นอนจนถึงเช้าเพราะนั่งจัดของ.
แต่อย่างน้อยที่สุด ก็ดีใจที่ไม่โดนด่า เพราะไม่ผิดคน แต่ไม่ได้ให้ของเพราะเขาเป็นเด็กดี ดีใจที่โทมะเป็นแบบนี้นะ.
คิดถึงแม่มากๆ อยากเล่าให้แม่ฟังว่าได้เจอโทมะแล้ว
13.4.06
เดินทางกลับกรุงเทพ เที่ยวบิน SQ995 ถึงเมืองไทยประมาณ 1.45 pm. เห็นหน้าแม่แล้วดีใจที่สุด แต่สงสารแม่ที่อดไปจีนกับพ่อเพราะยังไม่หายดี ของรกจนจัดไม่หมดสักที
14.4.06
ไปดู AZUMI II ที่ Lido กับน้องชาย เราไม่รู้ว่าเข้าแล้ว จนอั๋นบอกว่าอยากดู เลยรีบไปดูเลย อยากรู้ว่าจะเหมือนละครเวทีไหม ก็ไม่เหมือนนะ มีส่วนที่แตกต่าง แต่ภาคนี้สนุกกว่าภาคแรกเยอะมาก ไม่หลับเลยล่ะ.
เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเอาถุงเท้ายาวครึ่งเมตรไปให้อีฟ.
********* Special Thanks ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นประสบการณ์ที่สุดยอดมาก มีทั้งเรื่องที่ไม่สบายใจ สนุกสนาน เฮฮา และมึนๆงงๆกับอะไรหลายอย่าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่ได้ดูAZUMI นี่ ถือว่าเราบรรลุจุดประสงค์ของการไปเที่ยวครั้งนี้แล้วล่ะ ถ้ามีโอกาสก็อยากไปดูอีกจังเลยนะ
ขอบคุณ พี่เกิร์ล โทโมมิซัง และพี่ๆที่ไมนิจิที่ทำให้ทริ้ปนี้เกิดขึ้น รวมทั้งดูแลพวกเราอย่างดีนะคะ ขอบคุณ Slash – ทริ้ปนี้เกิดขึ้นเพราะ slash ไม่งั้นเราก็ไม่ได้ไป ขอบคุณนะ ขอบคุณ ลูกสาว – เพราะบัว เราถึงได้มา ถ้าเราจะคิดถึงบัวตลอดทั้งทริ้ปก็คงไม่แปลกใช่ไหม? ขอบคุณ คุณพ่อคุณแม่ สำหรับ..บอกไม่หมดค่ะ เยอะมากๆๆๆ ขอบคุณพิเศษ สำหรับ AZUMI: โทโมมิซัง, น้องส์ที่ไปดูเป็นเพื่อน, เพอร์ลีนและพี่สาว, คุณลุง salaryman คู่หนุ่มสาว gal และนายสถานีที่ช่วยบอกทางให้, Theatre staffs ทั้งสองคน, Noriko-san, พี่สาวคนสวยสองคนนั้น, นักแสดงทุกท่าน
และ
Ikuta Toma-kun ค่ะ.
Doo Mo~~!!! Arigatou !!!! Above pix: (c) NHK Doomo-kun & Nanami-chan desu :) |
|
|